“ไม่อยากกินยานอนหลับ ไม่อยากใช้ยารักษา กลัวติดยา” สำหรับเพื่อนผู้ป่วยโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้าและโรคจิตเวชอื่น ๆ ที่กำลังมีความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ โดยเฉพาะคนที่วนลูปอยู่กับอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง จีนำกรณีศึกษามาแชร์เพื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ในการวางใจเกี่ยวกับเรื่องการกินยาและการรักษา รวมทั้งแนวทางในการดูแลเยียวยาบำบัดตัวเอง เพื่อปรับสมดุลชีวิตจิตใจที่จะช่วยลดการใช้ยาลงได้ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาของเพื่อนผู้ป่วยโรควิตกกังวล ที่มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง จนต้องใช้ยานอนหลับช่วยและใช้ยารักษาอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบไปเกือบทุกเรื่องของชีวิต กรณีศึกษา เยียวยาบำบัดโรควิตกกังวลแบบองค์รวม นี้ เป็นแนวทางการเยียวยาบำบัดที่สามารถใช้ควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยา เพื่อให้การรักษาบำบัดโรควิตกกังวลมีประสิทธิภาพ และได้ผลดีกว่ารักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวค่ะ

น้องดรีม (นามสมมติ) ทักแชทมาพูดคุยทาง Line@Gminds.co  เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  แล้วเล่าให้ฟังว่าตัวเองเป็นโรควิตกกังวลหลังคลอดบุตรแล้วประมาณสามเดือน รู้สึกทรมานมาก ไม่สามารถนอนหลับเองได้ เป็นมาประมาณเดือนหนึ่งแล้ว ต้องใช้ยานอนหลับตลอด ไปพบจิตแพทย์มาแล้วกำลังรักษาด้วยยาอยู่ น้องบอกว่าไม่อยากใช้ยารักษา และพยายามที่จะรับมือต่อสู้กับความคิดเชิงลบของตัวเองจนรู้สึกเหนื่อยมาก จีได้แชทพูดคุยสอบถามถึงอาการความเจ็บป่วยและการรักษาที่น้องดรีมได้รับเพิ่มเติม น้องตัดสินใจใช้ บริการโทรรับฟังด้วยใจ จีได้พูดคุยแนะนำการดูแลเยียวยาบำบัดตัวเอง เพื่อประคับประคองและรับมือกับอาการที่เผชิญอยู่ รวมทั้งส่งข้อมูลแนวทางต่าง ๆ ให้ทางไลน์เรื่อย ๆ

แต่สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญของน้องดรีมอย่างชัดเจน คือ มีความรู้สึกต่อต้านลึก ๆ ภายในใจ ปฏิเสธการรักษาด้วยยา ความรู้สึกไม่อยากกินยานอนหลับ และมีความทุกข์ทรมานกับการไม่สามารถนอนหลับเองได้ รวมทั้งมีความเครียด ความวิตกกังวล กลัว และความกดดันตัวเองสูงมาก จนไม่สามารถผ่อนคลายตัวเองได้  ยิ่งกระตุ้นอาการมากขึ้นจนมีอาการออกทางกาย รู้สึกประหม่า ใจสั่น  จนสร้างความกลัวให้ตัวเองมากขึ้นไปอีก หลังจากที่น้องได้ทำความเข้าใจแนวทางในการรักษาบำบัด และการดูแลเยียวยาบำบัดตัวเอง จึงตัดสินใจมาเรียนรู้ใน คอร์สเยียวยารักษาใจและพัฒนาคุณภาพชีวิต

“ตัวปัญหา อาจไม่ใช่ ปัญหาที่แท้จริง”

เมื่อความเจ็บป่วยหรือ “โรค” เกิดขึ้นกับเรา มันก็จะสามารถส่งผลกระทบไปในทุกด้านของชีวิต การดำเนินชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลง ยิ่งป่วยด้วยโรคทางใจก็จะส่งผลต่อวิธีคิด หรือมุมมองทางความคิดของตัวเราเอง ที่อาจถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ความสามารถในการดำเนินชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานก็ลดลง สมาธิ สติก็ลดลงตามไปด้วย มันจึงก่อให้เกิดปัญหามากมายตามมา หากผู้ป่วยยังไม่อาจยอมรับความจริง และปรับตัวปรับใจที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลง ก็มักจะติดกับดักทางความคิดของตัวเอง หรือวนลูปอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดด้านลบ จนนำพาไปสู่ความรู้สึกท้อแท้ หดหู่ เศร้าหมองหรือสิ้นหวังได้

ปัญหาของน้องดรีมที่ส่งผลมากที่สุด คือ การนอนไม่หลับและภายในใจลึก ๆ แอบต่อต้านการรักษาด้วยยา แล้วก็มีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง เนื่องจากเธอเพิ่งคลอดบุตรหลังจากนั้นประมาณสามเดือนเธอก็ป่วยด้วยโรควิตกกังวล ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเธอมีอาการซึมเศร้าหลังคลอดแต่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในช่วงนั้น น้องมีอาการที่รู้สึกไม่ผูกพันธ์กับลูกด้วย ปัจจัยที่ส่งผลคือฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพักผ่อนไม่เพียงพอเมื่อต้องดูแลบุตร ทำให้การนอนเปลี่ยนแปลงไปส่งผลต่อสารเคมีในสมอง แล้วเกิดการนอนไม่หลับเรื้อรังต่อเนื่อง จึงส่งผลให้น้องมีความเครียดเรื้อรังและวิตกกังวลสะสม จนส่งผลป่วยเป็นโรควิตกกังวลได้ มันส่งผลกระทบต่อการทำงานของเธอและการใช้ชีวิตหลายอย่าง

ปัญหาการนอนไม่หลับ คือ “ตัวปัญหา”  แต่ “ปัญหาที่แท้จริง” ที่ค้นพบนั้น คือ วิธีคิดหรือรูปแบบทางความคิดของน้อง ที่เหมือนกับเพื่อนผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ต้องเผชิญกับอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ซึ่งพยายามจะบังคับควบคุมให้ตัวเองหลับ ความอยากหายป่วยเร็ว ๆ อยากหลับได้เหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือความเครียด ความกลัว ความวิตกกังวลและกดดันตัวเองอย่างรุนแรง เพื่อที่จะให้ตัวเองหลับ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยก็จะมีแพทเทิร์นหรือรูปแบบความคิดเช่นนี้ แล้วก็ทำให้วนลูปอยู่กับปัญหาหรือความคิดในด้านลบติดกับอยู่อย่างนั้น ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านปัญหาไปได้อย่างที่ควรจะเป็น การปรับความคิดและพฤติกรรมช่วยให้ผู้ป่วยก้าวข้ามผ่านปัญหาไปได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ป่วยจะตระหนักรู้ความจริงและรับมือจัดการกับปัญหาที่แท้จริงได้มากขึ้น

ไม่อยากกินยานอนหลับ กลัวติดยา

ในช่วงเวลาที่คนเราเกิดความเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นโรคทางกายหรือทางใจ จิตใจเราจะยังไม่อาจยอมรับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในช่วงแรก และเมื่อรู้ว่าต้องกินยารักษานานแล้วไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือหายได้เมื่อไหร่ ยิ่งทำให้จิตใจฟุ้งซ่านดิ้นรน ปฏิเสธ ผลักไสหรือหลีกหนีความจริง ตามที่จีได้เคยอธิบายเกี่ยวกับการทำงานของจิตใจไปในบทความ รู้เท่าทันใจตนเมื่อต้องเผชิญกับความเศร้า น้องดรีมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่อาจสามารถยอมรับความจริงในเรื่องความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นของตัวเองได้ แล้วก็มีความอยากหายเร็ว ๆ อยากกลับไปนอนหลับได้ดี หลับง่ายเหมือนเดิม ไม่อยากกินยานอนหลับ ไม่อยากใช้ยารักษาเพราะกลัวจะติดยา เนื่องจากไปอ่านข้อมูลที่ผู้ป่วยอื่น ๆ เคยแชร์ตามโซเชี่ยลมีเดีย ยิ่งทำให้จิตตก รู้สึกกลัวและวิตกกังวลไปกันใหญ่

สิ่งที่จีได้แนะนำ คือ ให้น้องหยุดอ่านข้อมูลที่กระตุ้นให้ตัวเองเกิดความกลัว ความวิตกกังวล โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องยา และข้อมูลจากผู้ป่วยที่แชร์ในโซเชี่ยลมีเดีย แล้วจีก็ได้อธิบายถึงความแตกต่างในผู้ป่วยแต่ละคนว่ามีสาเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคแตกต่างกันไป ระยะเวลาในการรักษาและยาก็จะแตกต่างกันไปด้วย ไม่ควรเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร หลังจากน้องดรีมจัดการตัวเองเรื่องนี้ได้แล้วหันมาฝึกวางใจในการกินยาและการรักษา รวมทั้งปรับสมดุลชีวิตและจิตใจตัวเองใหม่ก็ช่วยให้อาการน้องสงบลงได้มากขึ้น ส่วนเรื่องกลัวการติดยานั้นก็สามารถปรับวิธีคิดหรือทัศนคติของน้องให้คลายความกลัวลงได้มากขึ้น

ปรับสมดุลชีวิตและจิตใจ

เราเริ่มเข้าสู่แพลนการปรับสมดุลชีวิตและจิตใจ ด้วยการเริ่มต้นให้น้องดรีมเริ่มออกกำลังกาย ฝึกผ่อนคลายตัวเอง ปรับเรื่องการกินอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายต้องการ ฝึกรับมือและจัดการกับความเครียด ความกังวลและความรู้สึกด้านลบที่เป็นตัวกระตุ้นอาการ น้องสามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ และฝึกดูแลเยียวยาบำบัดตัวเองตามแนวทางการเยียวยาบำบัดองค์รวมที่จีแนะนำอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้อาการของน้องทรงตัวได้เร็วกว่าที่จีคาดการณ์ไว้มากทีเดียว แต่ประเด็นที่สร้างปัญหาและเป็นปัจจัยสำคัญ คือ วิธีคิดหรือนิสัยทางความคิดบางอย่างที่เป็นอัตโนมัติและบุคลิกภาพนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและต้องใช้เวลา

ด้วยบุคลิกภาพของน้องดรีมแบบ ENTJ และมีความคิดที่วนลูปอัตโนมัติที่สร้างความกลัวให้ตัวเอง เนื่องจากน้องมีพื้นอารมณ์ขี้กังวล เมื่อได้ลองทดสอบ ความฉลาดทางอารมณ์หรือ EQ จะเห็นว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติมาก จีช่วยให้น้องได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น และพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ด้วยการฝึกสติ ฝึกหายใจแบบผ่อนคลาย หายใจอย่างถูกต้องเพื่อใช้รับมือกับอารมณ์ หรือความรู้สึกนึกคิดที่เป็นอัตโนมัติของตัวเอง รวมทั้งแนะนำการเยียวยาบำบัดจิตใต้สำนึก เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกด้านลบที่เก็บกดเอาไว้ (Trapped Emotion) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ มันสามารถฉุดรั้งชีวิตจิตใจ สร้างปัญหาชีวิตและก่อให้เกิดความเจ็บป่วยด้วย หลังจากนั้นก็นัดหมายเพื่อพาลงกระบวนการเยียวยาบำบัดจิตใต้สำนึก และมีคลิปเสียงสั่งจิตเพื่อช่วยให้น้องดรีมฝึกผ่อนคลาย และสลายพลังงานลบ อารมณ์ด้านลบด้วยตัวเอง

เยียวยาเด็กน้อยในตัวเรา (Inner Child Healing)

“จริง ๆ แล้วดรีมไม่มีปมอะไรในวัยเด็กเลยนะคะ เป็นคนมีวิธีคิดดี แต่เป็นคนขี้กังวล” น้องดรีมบอกกับจีแบบนี้ ในการเยียวยาบำบัดตามแนวทางของจีจะย้อนจากผลไปหาเหตุ เพื่อดูว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนชีวิตและต้นตอ หรือรากของปัญหาของผู้เข้ารับการเยียวยาที่แท้จริงนั้นคืออะไร เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องอย่างไรกับปัญหาชีวิตในปัจจุบัน เพื่อน ๆ ผู้ป่วยมักจะพูดคล้าย ๆ กันกับน้องดรีม เวลาที่จีค่อย ๆ เจาะลึกลงไป หลายคนคิดไม่ถึงหรือคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะมีปมปัญหาขัดแย้งภายในใจอยู่ หรือมักจะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะมีปมอะไร “จิตใต้สำนึก” เป็นจิตส่วนลึกที่เราไม่อาจเข้าถึงได้ในระดับความคิด หรือบางคนมีความเจ็บปวดหรือบาดแผลทางใจในวัยเด็ก แล้วมีกลไกการป้องกันตัวเอง โดยสร้างกำแพงใจซ่อนเก็บอารมณ์ความรู้สึกด้านลบไว้ไม่อยากนึกถึงมันอีก น้องดรีมก็เช่นเดียวกัน

เมื่อถึงจุดที่น้องดรีมเปิดใจที่จะยอมลงกระบวนการเยียวยาบำบัดจิตใต้สำนึก และเยียวยาเด็กน้อยในตัวเราได้มากขึ้น ก็พบปมปัญหาภายในใจที่สร้างความรู้สึกกลัว ขี้วิตกกังวล ความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย และไม่เป็นอิสระของน้องที่ขับเคลื่อนชีวิตอยู่เบื้องลึก เมื่อน้องเกิดความเจ็บป่วยทางใจ จิตใต้สำนึกเปิดแล้วอารมณ์ความรู้สึกด้านลบที่เคยซ่อนเก็บเอาไว้ หรือฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกก็ผุดขึ้นมารบกวน น้องมีภาพความทรงจำที่เจ็บปวดบางอย่างในวัยเด็กเกี่ยวกับครอบครัว และมีประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้รู้สึกผิดหวัง มีความรู้สึกผิดกับตัวเอง มีบุคลิกภาพเข้าข่ายเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ มีความคาดหวังสูงและไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ยึดติดอยู่กับอดีต เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่ดี เลยยอมรับความจริงได้ยาก แต่ในที่สุดน้องก็สามารถที่จะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความรู้สึกเหล่านั้นได้มากขึ้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม : ปมในใจ/บาดแผลทางใจ ที่ทำให้ชีวิตติดขัดและก่อโรคได้

สรุปการเยียวยาบำบัดโรควิตกกังวลแบบองค์รวม

ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่น้องดรีมได้มาเรียนรู้และเยียวยาบำบัดแบบองค์รวมไปด้วยกันกับจี น้องเปิดใจเรียนรู้และลงมือทำตามแนวทางเริ่มต้นในสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้ในการปรับสมดุลชีวิตและจิตใจ แชทและโทรพูดคุยอัพเดทอาการกันอย่างสม่ำเสมอ แบ่งเวลามาเรียนรู้และเยียวยาบำบัดจิตใต้สำนึก และฝึกเจริญสติ ฟังคลิปเสียงสั่งจิตอย่างต่อเนื่อง ผลที่น้องได้รับจากคอร์สนี้ช่วยให้น้องมีอาการทรงตัวได้เร็ว สามารถลดการใช้ยาลงได้ โดยรวมมีอาการดีขึ้นได้เร็วเกินที่จีคาดคิดไว้ เพราะตอนที่คุยกับน้องช่วงแรกมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และน้องวนลูปและยึดติดกับเรื่องการนอนไม่หลับ และพยายามที่จะควบคุมหรือบังคับให้ตัวเองหลับได้เหมือนเมื่อก่อน

แต่ในที่สุดน้องก็สามารถวางใจตัวเองได้ดีขึ้นมาก และฝึกเจริญสติอย่างต่อเนื่องจนสามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์หรือเพิ่มระดับ EQ จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติมากได้สำเร็จ จริง ๆ แล้วน้องเป็นคนเก่งมากมีศักยภาพยอดเยี่ยมมากมาย แต่ถูกบดบังด้วยความกลัว ความกังวล และปล่อยให้มันขับเคลื่อนชีวิตและจิตใจมายาวนานจนเกิดความเจ็บป่วย ซึ่งการได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองนี้จะช่วยให้น้องสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตช่วงหนึ่งไปได้ สามารถลดการใช้ยาลงได้ และจีเชื่อมั่นว่าน้องจะสามารถหยุดยาได้ในอนาคตอันใกล้ รวมทั้งเมื่อหายป่วยแล้วน้องสามารถป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำได้ด้วย หากน้องดูแลสมดุลชีวิตและจิตใจของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อคิดที่ได้เรียนรู้

1. จากประสบการณ์การเยียวยาบำบัดผู้ป่วยโรควิตกกังวลที่ผ่านมา ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพื้นอารมณ์ขี้กังวล ลึก ๆ ภายในใจมีความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย และมักกดดันตัวเอง  ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ยึดติดอยู่กับอดีตหรือไม่ก็กังวลไปกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง มีรูปแบบความคิดที่สร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง ซึ่งมักจะจินตนาการหรือคิดเกินจริงไปมาก   และที่สำคัญมีประสบการณ์ในวัยเด็กหรือประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ดี ที่กลายเป็นปมหรือบาดแผลทางใจแต่อาจไม่รู้ตัว ซึ่งที่กล่าวมานี้เราทุกคนล้วนมีด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ผู้ป่วยโรควิตกกังวลจะมีมากเกินกว่าปกติไปมาก จีเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น

2. จีพบเพื่อนผู้ป่วยโรควิตกกังวลมากมายที่เข้าทักทายพูดคุยกัน หลายคนมีความเชื่อที่ยึดติดว่าคุณหมอและยาจะช่วยให้หายป่วยได้ หลายคนเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายไปกับการรักษาด้วยยา เปลี่ยนจิตแพทย์ เปลี่ยนยา และเมื่ออาการวิตกกังวลมีมากขึ้น ก็มักจะคิดไปว่าตัวเองอาจจะป่วยเป็นโรคอื่น ๆ โดยเฉพาะโรคทางกาย จึงไปพยายามค้นหาสาเหตุทางกายเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจเช็ค แต่ก็ไม่ได้พบว่าร่างกายเจ็บป่วยหรือเป็นโรคที่เคยกลัวแต่อย่างใด

3. จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางจิตเวช ได้ให้ข้อมูลไว้มากมายว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ นั้น เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับ 3 ส่วนนี้เสมอ คือ ทางด้านร่างกาย จิตใจและจิตสังคม หากส่วนใดส่วนหนึ่งเสียสมดุลไปก็จะสามารถก่อให้เกิดโรคทางจิตเวชได้ และจิตแพทย์ที่เก่งหรือเชี่ยวชาญในการรักษา จะเปิดใจเรียนรู้เพิ่มเติมในการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก หรือการรักษาบำบัดแบบองค์รวม เพื่อช่วยให้การรักษาด้วยยามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นมากกว่าการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว หรือบางทีไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาผู้ป่วยด้วยซ้ำ หากผู้ป่วยมีอาการในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

4. ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และโรคทางจิตเวชอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคทางกายเรื้อรัง เมื่อได้เปิดใจเรียนรู้ทำความเข้าใจกับโรคและตัวเราเอง หันกลับมาดูแลใส่ใจเยียวยาบำบัดตัวเอง เรียนรู้ที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสและพัฒนาตัวเอง จะสามารถก้าวข้ามผ่านโรคและปัญหาอุปสรรคที่เผชิญอยู่ไปได้ง่ายขึ้น และมีความสุขมากขึ้นถึงแม้จะยังต้องกินยารักษาอยู่หรือยังไม่หายป่วย แล้วค้นพบทางชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม เหมือนได้ชีวิตและจิตใจใหม่ เพราะการเปิดใจเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง จะช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของเราให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเสมอ

5. การที่ปล่อยให้ตัวเองเจ็บป่วยทางใจอย่างยาวนาน หรืออาจจะหยุดยาได้แล้ว แต่กลับมาเป็นซ้ำจนเป็นแบบเรื้อรัง จะส่งผลให้มุมมองความคิดของตัวเราเองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แย่ลง โดยเฉพาะมุมมองที่เรามีต่อตัวเอง ยิ่งจะส่งผลกระทบต่อทุกด้านในชีวิต การรักษาบำบัดการเยียวยาแก้ไขก็จะยิ่งซับซ้อนและยากขึ้นไปอีกด้วย

จีหวังว่ากรณีศึกษา เยียวยาบำบัดโรควิตกกังวลแบบองค์รวม ที่จีได้แชร์ไปนี้ จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนผู้ป่วยโรควิตกกังวล และโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เพื่อที่อาจจะช่วยให้เพื่อน ๆ เปิดใจในการเรียนรู้แนวทางการรักษาบำบัดแบบองค์รวม สำหรับใครที่ใช้ยารักษาอยู่ก็จะช่วยให้การรักษาด้วยยามีประสิทธิภาพมากขึ้น และจะช่วยลดการใช้ยาลงได้แบบไม่เสียเวลาหรือเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเกินจำเป็น

ขอขอบคุณน้องดรีม (นามสมมติ) ที่อนุญาตให้แชร์ประสบการณ์เป็น กรณีศึกษา เยียวยาบำบัดโรควิตกกังวลแบบองค์รวม เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น และขอชื่นชมจากหัวใจในการเปิดใจเรียนรู้การดูแลเยียวยาบำบัดตัวเองได้แบบก้าวกระโดด แล้วก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ยินดีที่ได้ลดการใช้ยาลงอย่างที่ตั้งใจ และมีความสุขกับชีวิตได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นนะคะ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม : การเยียวยาบำบัดโรควิตกกังวล (แบบไม่ใช้ยา)

All Photos by Pixabay.com

เพิ่มเพื่อน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here