จริง ๆ แล้วการใช้ “สติบำบัด” ในการบำบัดรักษาโรคซึมเศร้า  เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ แต่สำหรับที่เมืองไทยนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหม่ และยังไม่เป็นที่สนใจอย่างแพร่หลายมากนัก ถ้าหากพูดถึงเรื่อง “สติ” หลาย ๆ คนก็จะมีมุมมองส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา ซึ่งบางคนไม่ได้มีความศรัทธา จึงไม่ได้สนใจในเรื่องนี้มากนัก แต่จีอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ลองเปิดใจอ่านข้อมูล และดูวิดีโอที่จีนำมาให้เพื่อน ๆ ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการใช้ “สติบำบัด” ในการบำบัดรักษาโรคซึมเศร้า ควบคู่ไปกับการใช้ยา ซึ่งมีงานวิจัยรองรับและเป็นสากลและมันเป็นวิธีการเยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้าที่จีใช้เป็นหลักในการพาตัวเองก้าวข้ามผ่านโรคซึมเศร้าได้สำเร็จ

จากข้อมูลที่จีได้พบเกี่ยวกับเรื่อง “โปรแกรมสติบำบัด” ของ นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมศานต์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ซึ่งให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจถึงความเป็นมาของ “สติบำบัด”  จากการที่มีกลุ่มผู้ที่เผยแพร่การวิปัสสนาในรูปแบบที่ไม่ใช่ศาสนาจากโลกตะวันออกไปยังตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้คนตะวันตกเริ่มสนใจเรื่องของวิปัสสนา โดยเริ่มมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจนนำไปสู่การพัฒนาเป็นโปรแกรมสำหรับใช้ในวงการแพทย์ เรียกว่า  Mindfulness-based stress reduction  สำหรับคนไข้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และ  Mindfulness-based cognitive therapy สำหรับคนไข้จิตเวช ถือว่าเป็นสองโปรแกรมหลักของ “สติบำบัด” ในตะวันตก

ในประเทศไทยเองก็มีการบำบัดโดยใช้หลักพุทธธรรมมาก่อน หรือที่เรียกว่า จิตวิทยาแนวพุทธ (Buddhist psychotherapy)ซึ่งนำเอาหลักของเรื่องสมาธิและสติ มาใช้ในการบำบัด โดยการแปลงสิ่งที่เป็นคำสอนทางศาสนาให้เกลายเป็นภาษาจิตวิทยาง่าย ๆ ซึ่งนายแพทย์ยงยุทธและทีมงานได้เริ่มพัฒนา โปรแกรมสติบำบัด หรือ Mindfulness based therapy  and Counselling โดยผสมผสานการบำบัดใช้ จิตวิทยาแนวพุทธและโปรแกรมสติบำบัด ของต่างประเทศ โดย กรมสุขภาพจิต ในฐานะผู้ริเริ่มโปรแกรมนี้

โปรแกรมสติบำบัด

แบ่งออกเป็น 8 ครั้ง ซึ่งกลัก ๆ แล้วให้ผู้ป่วยฝึกจิตทุกวัน ทำเองได้ที่บ้าน และมีการติดตามผล ทุก ๆ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน แบ่งเป็นการฝึกนั่งสมาธิ 10 นาที จับความรู้สึกของร่างกาย  10 นาที และติดตามตวามคิดอีก 10 นาที นอกจากนั้นยังต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติระหว่างวันโดยการฝึกรู้ลมหายใจและรู้ในกิจที่ทำ

การนั่ง 30 นาทีนี้เป็นการสร้างวงจรการเรียนรู้ในสมองทุกวันให้สามารถที่จะพัฒนาความสงบภายในแล้วก็ปล่อยวางได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับสถานการณ์ชีวิตที่ต้องเผชิญซึ่งส่งผลทำให้เครียดได้ดีขึ้น เขาจะสามารถกลับมาทำให้ตัวเองสงบได้

หัวใจสำคัญที่สุดของโปรแกรมสติบำบัด คือ สติในความรู้สึก เช่น เวลาโกรธ แทนที่จะเป็น ฉันโกรธ ก็จะเป็น ฉันเห็นความโกรธ และสติในความคิด คือ แทนที่จะว่ามันเป็นอย่างที่ฉันคิดแล้วเราก็เลยมีความทุกข์จากความคิดนั้น ก็กลายเป็น ฉันเห็นความคิด แล้วความคิดก็เพียงแต่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป  เราก็ไม่ต้องไปเป็นทาส หรือยึดติดกับความคิดลบนั้น  นอกจากนั้นจะมีการประยุกต์ใช้สติกับเรื่องสัมพันธภาพการเรียนรู้ที่จะสื่อสารอย่างมีสติ ใช้อารมณ์ให้น้อยลง และมีสติในการเมตตา ให้อภัย เป็นต้น ลองดูวิดีโอเกี่ยวกับ “สติบำบัดซึมเศร้า” ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกมากมายนะคะ

จีเองก็ใช้การฝึกสมาธิและสติบำบัดโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง โดยการนำหลักธรรมคำสอนและการปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติปัฎฐานสี่ที่ตัวเองได้เคยเรียนรู้และเข้าใจมาต่อยอด ฝึกปฏิบัติเองที่บ้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยเยียวยาทั้งสมอง ร่างกายและจิตใจของจีได้เป็นอย่างดี และช่วยให้จีมองได้ค้นพบแนวทางในการเยียวยาบำบัดตัวเองจนหายป่วยจากโรคซึมเศร้าได้ รวมทั้งยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่ามากขึ้น หากใครสนใจต้องการให้จีช่วยดูแลและเยียวยาบำบัดจิตใจ พร้อมแนวทางการฝึกสติบำบัดโรคซึมเศร้า สามารถใช้บริการโทรพูดคุยและการเยียวยาบำบัดจิตใจไปด้วยกันกับจีได้ คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ บริการของเรา | GMinds

จีหวังว่าข้อมูลเกี่ยวกับ “สติบำบัด” โรคซึมเศร้า นี้ จะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้ลองเปิดใจและทำความเข้าใจในเรื่องสติบำบัด เพื่อเป็นแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนการรักษาโรคซึมเศร้าของเพื่อน ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ที่มา : www.bbc.com ,Thai PBS

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม>>>

การเจริญสติ บำบัดโรคซึมเศร้าได้จริงหรือ???

5 COMMENTS

Leave a Reply to เป็นโรคซึมเศร้า ต้องรักษาอย่าเพิ่งไล่เข้าวัดปฏิบัติธรรม | GMinds Cancel reply

Please enter your comment!
Please enter your name here