คุณกำลังมองหาการรักษาบำบัดโรคซึมเศร้าทางเลือกอยู่ไหม? หากคุณกำลังรู้สึกเหนื่อยหน่าย ท้อแท้ หรือเบื่อกับการกินยารักษาโรคซึมเศร้าหรือโรคทางจิตเวชอยู่ จีขอแนะนำ การเยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้า/โรคทางจิตเวชแบบองค์รวม จีเคยป่วยเป็นโรคเรื้อรังแล้วต้องกินยารักษาไปแบบไม่มีจุดหมาย ไม่รู้ว่าจะต้องกินยาไปอีกนานแค่ไหน? แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะหยุดยาได้เสียที? โรคเรื้อรังต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางกายหรือโรคทางใจ (โรคทางจิตเวช) คุณหมอมักจะให้กินยากันไปยาว ๆ เพราะจะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา และเมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็ต้องกินยาต่อไปอีก เพื่อควบคุมอาการกำเริบหรือกลับมาป่วยซ้ำ ระยะเวลาในการกินยารักษาโดยรวมของโรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเวชอย่างน้อยก็จะอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน 9 เดือน หรือ 1  ปีหรือมากกว่านี้แล้วแต่กรณีไป แต่ถ้าเป็นเรื้อรังแล้วกินยารักษาอย่างเดียว ก็อาจใช้เวลายาวนาน ซึ่งจีเองก็กินยามากว่า 6 ปี และผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่จีพบกินยายาวนานถึง 13 ปี 16 ปี และบางคนอาจต้องกินไปตลอดชีวิต ยิ่งถ้าหากผู้ป่วยไม่มีวินัยในการกินยา ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาบำบัด หรือยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ดีเท่าที่ควร คุณหมอก็จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อช่วยประคับประคอง ควบคุมอาการหรือป้องกันโรคแทรกซ้อนไปเรื่อย ๆ  แต่ถ้าหากคุณไม่อยากเสียเวลากินยา อยากให้อาการดีขึ้นเป็นลำดับและสามารถลดการใช้ยาลงได้  จีนำแนวทาง เยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้าและโรคทางจิตเวชแบบองค์รวม มาแชร์กัน เพื่อก้าวข้ามผ่านโรคซึมเศร้าและโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ไปได้ง่ายขึ้นค่ะ

ยาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการรักษาโรค?

จีเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยคิดว่า เมื่อเราป่วยก็ต้องกินยารักษาถึงจะหายป่วยจากโรคได้ แต่อย่างที่เคยบอกไปว่ากินยารักษาโรคซึมเศร้ามากว่าหกปีก็ไม่หาย มีแต่จะยิ่งทำให้ชีวิตและจิตใจแย่ลงจนเกือบจะจากโลกนี้ไป แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ก็คือ “การได้พบแนวทางการเยียวยาบำบัดโรคแบบองค์รวม” จีเคยพยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาชีวิตและจิตใจตัวเอง ให้พ้นจากความทุกข์ทรมานจากโรคทางกายทางใจต่าง ๆ ที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคแพนิก และโรคภูมิแพ้ทั้งทางระบบการหายใจและผิวหนัง ลำไส้แปรปรวนและกรดไหลย้อน จีสูญเสียทั้งเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยยาและการทำจิตบำบัดไปมากมาย แต่ก็ยังไม่อาจหายป่วยจากโรคเหล่านั้นได้ จนกระทั่งได้ตระหนักรู้และเรียนรู้แนวทางในการฟื้นฟูเยียวยาตัวเอง ด้วยการฝึกปรับสมดุลชีวิตจิตใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ถ้ากายใจเราสมดุลก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพกายใจที่ดีได้ แต่ส่วนใหญ่คนเรานั้นมักจะหลงลืมหรือมองข้ามมันไปเสมอ

จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อมูลในเรื่องปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดโรคจิตเวช ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคแพนิกหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ซึ่งมีปัจจัย 3 ส่วน หากส่วนหนึ่งส่วนใดเสียสมดุลไปก็ส่งผลก่อให้เกิดโรคทางจิตเวชได้  นั่นก็คือ ทางด้านร่างกาย จิตใจ และจิตสังคม แล้วคุณเคยสงสัยเหมือนกันไหมคะว่า ในเมื่อผู้เชี่ยวชาญเองก็ทราบถึงปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน และหากขาดสมดุลดังกล่าวก็จะก่อให้เกิดความเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวชได้ แต่ทำไมการรักษาในเมืองไทยหรือแม้กระทั่งในประเทศอื่น ๆ ก็ยังคงเน้นการรักษาด้วยยาเป็นหลัก หรือส่วนใหญ่ก็รักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียว ทั้ง ๆ ที่ควรจะมีการสนับสนุนการรักษาบำบัดโรคแบบองค์รวม เพื่อช่วยให้การรักษาด้วยยามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม : ยาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของ “โรคซึมเศร้า”

แนวทางเยียวยาบำบัดแบบองค์รวม

การเยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้าและโรคจิตเวชแบบองค์รวม ตามแนวทางของจีที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และตกผลึก พัฒนามาจากการฝึกเยียวยาบำบัดตัวเองและเพื่อนผู้ป่วยมากมายที่ได้เข้ามาเรียนรู้ เยียวยาและพัฒนาตัวเองไปด้วยกัน เพื่อก้าวออกจากจุดที่เป็นอยู่ และสามารถก้าวข้ามผ่านความเจ็บป่วย รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในชีวิตที่ต้องเผชิญไปได้นั้น จียึดหลักการปรับสมดุลทั้งทางร่างกาย จิตใจและจิตสังคม ควบคู่กันไป เพราะสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกัน และจีต่อยอดไปในเรื่องการพัฒนาด้านจิตวิญญาณและการพัฒนาคุณภาพชีวิตจิตใจอย่างยั่งยืนของเพื่อนผู้ป่วยด้วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาตามที่จิตแพทย์แนะนำ แนวทางการเยียวยาบำบัดแบบองค์รวม นี้จะช่วยสนับสนุนให้การรักษาด้วยยามีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจโรคที่เกิดขึ้น เข้าใจตัวเอง และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญ เพื่อที่จะสามารถประคับประคอง ดูแลและฝึกเยียวยาบำบัดตัวเองได้ด้วย นอกจากนี้จียังช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลความรู้ความเข้าใจ ในแนวทางการรักษาบำบัดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถลดการใช้ยา และสามารถหยุดยาได้แบบไม่เสียเวลาลองผิดลองถูก รวมทั้งช่วยสนับสนุนเป็นเสมือนเพื่อนร่วมทาง เพื่อสร้างความหวัง สร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง เรียนรู้และพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ง่ายขึ้น และสิ่งที่สำคัญคือการเรียนรู้ที่จะป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำอีก เพราะโรคเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ถึงแม้จะหยุดยาหรือหายป่วยแล้ว แต่ก็สามารถมีโอกาสกลับมาป่วยซ้ำได้ และบ่อยครั้งที่พบว่าผู้ป่วยที่มีอาการในระดับเล็กน้อย สามารถใช้การเยียวยาบำบัดแบบองค์รวมนี้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาได้อีกด้วย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม : 5 เคล็ด(ไม่)ลับ ปรับก่อนป่วย/ป่วยแล้วก็หายได้

ขั้นตอนและวิธีการเยียวยาบำบัดแบบองค์รวม

  • โทรพูดคุยเพื่อทราบถึงประวัติความเจ็บป่วย ประวัติการรักษา อาการที่รบกวนและปัญหาอุปสรรคที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่ เพื่อแพลนการดูแลเยียวยาบำบัดให้ถูกต้องเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน

  • แอดไลน์ส่วนตัวเพื่อเรียนรู้การเยียวยาบำบัด, ส่ง Workshop, ข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นกับผู้ป่วย แชทพูดคุยปรึกษาหรืออัพเดทอาการอย่างต่อเนื่อง นัดหมายโทรพูดคุยและเยียวยาบำบัดจิตใต้สำนึกออนไลน์กันทุกสัปดาห์ตลอดระยะเวลา 3 เดือน

  • ใน Workshop ที่ส่งให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้และลงมือทำ จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจรากหรือต้นตอของปัญหาความเจ็บป่วย และปัญหาชีวิตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เราจะเยียวยาแก้ไขที่รากหรือต้นตอของปัญหาที่แท้จริง แบบถอนรากถอนโคน เพื่อป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำ และช่วยให้ผู้ป่วยก้าวข้ามสิ่งที่เป็นปัญหาชีวิตที่ติดขัดได้ง่ายขึ้น

  • แพลนปรับสมดุลชีวิต จิตใจ และจิตสังคม รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิต จิตใจและจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่มีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิตในแบบของตัวเองได้มากขึ้น

  • ปรับความคิดและพฤติกรรม ในส่วนที่เป็นปัจจัยสร้างปัญหาชีวิต/ตัวกระตุ้นอารมณ์ด้านลบหรืออาการของผู้ป่วย ตามแนวทาง CBT ฝึกสติบำบัดและพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เพื่อฝึกรับมือกับอารมณ์ด้านลบและสถานการณ์ที่ต้องเผชิญได้ดีขึ้น

  • ปรับบุคลิกภาพเพื่อให้เพื่อนผู้ป่วยได้ฝึกพัฒนาจุดแข็งหรือข้อดีของตัวเอง และฝึกรับมือกับจุดอ่อน พัฒนา Self Love และ Self-esteem เพื่อที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้เพื่อนผู้ป่วยสามารถรับมือและจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตได้ดี และมีความสุขในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

  • เยียวยาบำบัดจิตใต้สำนึกเพื่อคลายและเคลียร์ปมปัญหาภายในใจที่ฉุดรั้งและสร้างความเจ็บป่วย (Trapped Emotion) และเยียวยาเด็กน้อยในตัวเรา (Inner Child Healing) พร้อมให้เพื่อน ๆ ได้เรียนรู้ต่อยอดการฝึกเยียวยาบำบัดตัวเองได้อย่างยั่งยืน

  • มีคลิปเสียงสั่งจิตใต้สำนึก ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฝึกผ่อนคลายตัวเองได้มากขึ้น เพราะผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ มักมีความเครียดเรื้อรังสะสม มีความกลัว ความวิตกกังวลสูงและมีความคิดด้านลบแบบอัตโนมัติ ที่พาวนลูปและติดกับดัก จนไม่สามารถผ่อนคลายตัวเองได้

  • ช่วยสนับสนุนและเป็นกำลังใจ เสมือนเป็นพี่เลี้ยงหรือเพื่อนร่วมทาง (Peer Support) อยู่เคียงข้างเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีความหวัง มีกำลังใจที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเอง เพื่อปรับสมดุลชีวิตและจิตใจตัวเอง รวมทั้งพัฒนาทุกด้านในชีวิตที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงให้สำเร็จ

  • หลังจากจบการเยียวยาบำบัดแบบองค์รวมแล้ว มีการติดตามผล และยังแชทพูดคุยกันทางไลน์ส่วนตัวเสมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยต่อยอดการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เพื่ออัพเดทชีวิตและจิตใจกันอย่างต่อเนื่อง

5 กรณีศึกษา เยียวยาบำบัดแบบองค์รวม

1. จากอดีตผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสู่ผู้เยียวยาบำบัดจิตใจ

ขอยกกรณีศึกษาของตัวเองเป็นอันดับแรก จีป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและใช้ยารักษามาประมาณ 5 ปี หยุดยาเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วกลับมาป่วยซ้ำรุนแรง จึงใช้ยารักษาอีกประมาณปีกว่าแต่ไม่หายป่วย และยิ่งทำให้ตัวเองรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตจนเกือบคิดจะจบชีวิตตัวเองอีกครั้ง แต่ในที่สุดจีก็ได้ค้นพบแนวทางการเยียวยาบำบัดตัวเอง และได้ค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า และการรักษาบำบัดทางเลือกระหว่างที่ยังใช้ยารักษาอยู่ แล้วฝึกเยียวยาบำบัดตัวเอง และตัดสินใจขอคุณหมอหยุดยาแล้วเดินหน้าต่อด้วยตัวเอง จนกระทั่งได้เรียนรู้ศาสตร์การเยียวยาบำบัดจิตใต้สำนึกและการพัฒนาจิตวิญญาณ องค์ความรู้ทุกอย่างที่เป็น แนวทางการเยียวยาบำบัดแบบองค์รวม จีได้ตกผลึกมาจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง และประสบการณ์ที่ช่วยเยียวยาเพื่อนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและโรคจิตเวชอื่น ๆ รวมทั้งยังคงเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์กับผู้ป่วยในแต่ละคนที่มีปัจจัย หรือสาเหตุความเจ็บป่่วยที่แตกต่างกันไป ถ้าหากจียังกินยารักษาอย่างเดียว หรืออาจจะทำจิตบำบัดกับนักจิตวิทยาที่ยังไม่ตอบโจทย์ความเจ็บป่วยของตัวเอง จีคงไม่อาจมีชีวิตรอดมาได้จนถึงปัจจุบันนี้ เพราะความเจ็บป่วยที่เรื้อรังและรุนแรงในแต่ละช่วงที่ป่วยนั้น มีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย

จากการวิเคราะห์ตัวเองในประสบการณ์เส้นทางความเจ็บป่วยที่ผ่านมา จีเริ่มต้นป่วยด้วยโรคที่คุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียด มีปัญหาเรื่องการปรับตัวผิดปกติ (Adjustment Disorder) แล้วก็กลายเป็นโรคซึมเศร้าแบบรุนแรง หรือ MDD (Major Depressive Disorder) ระหว่างการรักษาด้วยยาและเผชิญกับปัญหาชีวิตมากมาย ผู้เชี่ยวชาญเคยลงความเห็นไว้ว่ามีอาการของไบโพลาร์ร่วมด้วย ในตอนที่ทำร้ายตัวเองเพื่อฆ่าตัวตายในครั้งแรก หลังจากนั้นรักษาด้วยยาจนอาการทรงตัว แล้วหยุดยาเองโดยที่ไม่รู้ว่าจะทำให้กลับมาป่วยรุนแรงอีกครั้งประมาณปีกว่า ๆ หลังจากหยุดยา แล้วถูกวินิจฉัยว่า มีปัญหาเรื่องการปรับตัวผิดปกติอีกครั้ง (Adjustment Disorder) และเป็นโรคซึมเศร้า หลังจากนั้นประมาณปีนึงก็มีโรควิตกกังวล และโรคแพนิกร่วมด้วย จีได้ค้นพบว่าตัวเองมีปัจจัยปัญหาทางด้านบุคลิกภาพร่วมด้วย ซึ่งเข้าข่ายบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (Borderline Disorder) และเนื่องด้วยปัญหาความขัดแย้งภายในใจที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูในวัยเด็ก และประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ดีหลายช่วงวัย ที่ส่งผลให้ตัวเองมีความเครียดเรื้อรังและเหมือนมีสองบุคลิกภาพที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ซึ่งมันดูจะซับซ้อนมาก แต่ในที่สุดจีก็สามารถเยียวยาบำบัดตัวเองจนหายป่วยจากทุกโรค และเรียนรู้พัฒนาตนเองจนก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้เยียวยาบำบัดจิตใจจนถึงปัจจุบัน

อ่านกรณีศึกษาเพิ่มเติม : จากอดีตผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสู่ผู้เยียวยาบำบัดจิตใจ

2. แชร์ประสบการณ์หายป่วยจากซึมเศร้า (แบบไม่ใช้ยา)

สำหรับผู้ป่วยซึมเศร้าที่ไม่ต้องการใช้ยารักษา ในกรณีที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่ได้อยู่ในระดับอาการรุนแรง กรณีศึกษานี้เป็นประโยชน์ เป็นแรงบันดาลใจที่จะช่วยให้คุณได้ความรู้ความเข้าใจ แนวทางการรักษาภาวะซึมเศร้าแบบไม่ใช้ยา คุณแอน (นามสมมติ) มีภาวะซึมเศร้าช่วงที่โทรพูดคุยปรึกษาในช่วงแรกนั้น เธอมีความอ่อนไหวทางอารมณ์ ร้องไห้อยู่ตลอด มีอารมณ์ที่ท่วมท้น ไม่มีแรงกายแรงใจที่จะทำงาน รู้สึกเหนื่อยหน่าย ท้อแท้ และสิ้นหวัง อยากลาออกจากอาชีพที่เธอทำอยู่ เธอมีอาชีพครู ซึ่งเป็นอาชีพที่จีพบว่าป่วยมากที่สุดเท่าที่ได้คุยกับเพื่อนผู้ป่วยมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้

คุณแอนมองหา การรักษาบำบัดซึมเศร้าทางเลือก แบบไม่ใช้ยา ไม่ต้องการกินยารักษา เพราะเธอหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ามามากมายทั้งข้อมูลของไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะการรักษาทางเลือกแบบองค์รวมที่เธอสนใจเป็นพิเศษ จนเธอตัดสินใจไม่ใช้ยาในการรักษา แต่มาเรียนรู้การเยียวยาบำบัดแบบองค์รวมไปด้วยกันกับจี เธอลงมือทำทุกอย่างอย่างมีความหวัง และเชื่อมั่นว่าจะมีอาการดีขึ้นและหายป่วยได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา ในที่สุดเธอก็มีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วและหายป่วยได้ในที่สุด เพราะเปิดใจเรียนรู้ที่จะดูแลเยียวยาตัวเองตามแนวทางการเยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้าแบบองค์รวม ตอนนี้เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและอิสระในแบบที่เธอต้องการ

อ่านกรณีศึกษาเพิ่มเติม : แชร์ประสบการณ์หายป่วยจากซึมเศร้า (แบบไม่ใช้ยา)

3. การเยียวยาบำบัดโรควิตกกังวล (แบบไมใช้ยา)

อดีตผู้ป่วยโรควิตกกังวล คุณปอ (นามสมมติ) มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังจนส่งผลให้เธอป่วยมีอาการรุนแรงขึ้น จนต้องไปพบจิตแพทย์และใช้ยารักษา เมื่อรักษามาระยะหนึ่งเธอรู้สึกว่าอยากหยุดยา ไม่อยากใช้ยารักษา และเธอก็ใช้การรักษาบำบัดทางเลือกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็ม การใช้ยาจีน การนวดผ่อนคลาย จนมาเจอแนวทางการเยียวยาบำบัดโรคแบบองค์รวมแล้วได้พูดคุยกับจี จึงตัดสินใจปรึกษาคุณหมอเพื่อหยุดการใช้ยา แล้วฝึกเยียวยาบำบัดตัวเอง เริ่มตั้งแต่การปรับสมดุลทางด้านร่างกาย และจีช่วยปรับจิตใต้สำนึก มุมมองทางความคิด และช่วยให้เธอฝึกรับมือกับอารมณ์วิตกกังวลเรื่องการนอนของตัวเองได้ดีขึ้น

เธอมีความกลัวและความวิตกกังวลสูงมาก โดยเฉพาะเรื่องการนอน แต่หลังจากตัดสินใจมาฝึกเยียวยาบำบัดกับจี เธอสามารถหยุดใช้ยาทุกอย่างตั้งแต่วันแรกโดยไม่กลับไปใช้ยาอีกเลย แล้วพาตัวเองก้าวข้ามผ่านความกลัว ความกังวลนั้นมาได้เพื่อกลับสู่ความสมดุลปกติ ภายใน 3 เดือน เธอมีคุณภาพชีวิตและจิตใจที่ดีขึ้นมาก และปรับสมดุลชีวิตจิตใจตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม เธอออกกำลังกายเป็นประจำจนเป็นนิสัยใหม่ นอนหลับได้ง่ายและมีความสุขมากขึ้น ฝึกตั้งเป้าหมายชีวิตแล้วใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีสติมากขึ้น รวมทั้งยังคงเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

อ่านกรณีศึกษาเพิ่มเติม : การเยียวยาบำบัดโรควิตกกังวล (แบบไม่ใช้ยา)

4. เยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้า (เพื่อลดยาและหยุดยา)

คุณเอ (นามสมมติ) ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและรักษาด้วยยามายาวนานกว่า 13 ปี เคยได้รับการทำจิตบำบัดควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร จนทำให้คุณเอเคยรู้สึกสิ้นหวังกับการรักษา และเคยรู้สึกถอดใจแล้วคิดว่าอยากหยุดการรักษาทุกอย่างแล้วอะไรจะเกิดก็ให้มันเป็นไป หลังจากที่คุณเอได้ตัดสินใจใช้ บริการโทรรับฟังด้วยใจ เพื่อโทรพูดคุยและเปิดใจมาเรียนรู้การเยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้าแบบองค์รวมกับจี ช่วยให้คุณเอมีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ สามารถลดการใช้ยาลงได้ หยุดใช้ยานอนหลับและสามารถหลับเองได้ โดยลืมไปเลยว่าไม่ได้กินยานอนหลับตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงแม้จะต้องกินยาเพื่อควบคุมอาการกำเริบตามที่คุณหมอแนะนำอยู่ แต่การประเมินของคุณหมอทุกอย่างอยู่ในระดับปกติจนคุณหมอแปลกใจ

สิ่งที่ช่วยให้คุณเอ สามารถมีอาการดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ นั่นคือ แนวทางการเยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้าแบบองค์รวม ที่ช่วยให้คุณเอเข้าใจในโรคซึมเศร้าของตัวเอง เข้าใจต้นตอหรือรากของปัญหาที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วย เข้าใจตัวเองซึ่งมีบุคลิกภาพและมุมมองความคิดบางอย่าง ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ รวมทั้งมีปมปัญหาขัดแย้งภายในใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยจากการเลี้ยงดูภายในครอบครัว การถูกบูลลี่ตั้งแต่เด็กจนโตเรื่องรูปร่างหน้าตา และปัญหาชีวิตต่าง ๆ ที่สร้างความเครียดเรื้อรังสะสมมายาวนาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้การรักษาด้วยยาและการทำจิตบำบัดที่คุณเอเคยได้รับนั้น ไม่สามารถเยียวยาแก้ไขได้ แต่แนวทางการเยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้าแบบองค์รวมนี้ สามารถตอบโจทย์และช่วยให้คุณเอปรับสมดุลทั้งทางร่างกาย จิตใจ จิตสังคมและจิตวิญญาณ จนสามารถลดการใช้ยาลงได้ ตอนนี้แค่กินยาคุมอาการตามที่คุณหมอแนะนำ คุณเอสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขมากขึ้น รวมทั้งยังคงเรียนรู้และพัฒนาตัวเองในทุก ๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง

อ่านกรณีศึกษาเพิ่มเติม : เยียวยาบำบัดโรคซึมเศร้า (เพื่อลดยาและหยุดยา)

5. ผู้ป่วยไบโพลาร์กับชีวิตใหม่ที่เลือกเอง

ผู้ป่วยไบโพลาร์เวลาที่อยู่ในช่วงซึมเศร้า อารมณ์จะดิ่งและดาวน์ลงได้เป็นอย่างมาก คุณอร (นามสมมติ) ตัดสินใจมาเรียนรู้การเยียวยาบำบัดแบบองค์รวม ในช่วงที่เธออยู่ในภาวะซึมเศร้าที่ผ่านความรุนแรงจากการแอดมิดในโรงพยาบาลมาแล้ว เธอรู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่ายกับอาการของโรคและสถานการณ์ชีวิตที่กดดันรอบตัว เธอเคยกินยารักษาและมีอาการรุนแรง จนเกิดอาการหูแว่วแล้วแอดมิดมาแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน พอวนกลับมาป่วยหนักแล้วต้องกลับมากินยารักษา จึงทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้ในการกินยารักษาและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยยาที่ค่อนข้างแพงมาก เพราะรักษากับคลีนิคเอกชนใกล้บ้านเพื่อความสะดวก จึงทำให้เธอมองหาการรักษาบำบัดที่จะสามารถช่วยประคับประคองให้อาการดีขึ้น และช่วยลดการใช้ยาลงได้

การเยียวยาบำบัดแบบองค์รวม ช่วยให้เธอปรับสมดุลทางร่างกาย จิตใจและจิตสังคม ซึ่งขาดสมดุลไปเป็นอย่างมาก เพราะเธอมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาทางด้านจิตใจและปัญหาครอบครัว ที่ก่อให้เกิดความเครียดเรื้อรังสะสมมายาวนาน จนทำให้มุมมองทางความคิดและการรับรู้คุณค่าในตัวเธอนั้นลดลง จริง ๆ แล้วเธอเป็นคนที่เก่งและมีศักยภาพยอดเยี่ยมมากมาย หลังจากที่เยียวยาบำบัดแบบองค์รวมช่วยให้เธอกลับมามีพลัง มีมุมมองใหม่ และตัดสินใจใช้ชีวิตในแบบที่เธอเลือกเอง เธอมีความสุขกับตัวเองและครอบครัว ประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถึงแม้เธอต้องกินยาเพื่อคุมอาการ แต่เธอไม่ได้ก็รู้สึกท้อแท้เหมือนเมื่อก่อน แต่กลับมีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันเพราะสามารถวางใจได้ แล้วใช้ชีวิตในแบบที่เธอคู่ควร

อ่านกรณีศึกษาเพิ่มเติม : ผู้ป่วยไบโพลาร์กับชีวิตใหม่ที่เลือกเอง

จากกรณีศึกษาบางส่วนที่ยกตัวอย่างมานี้ได้ตัดสินใจเลือกใช้ แนวทางการเยียวยาบำบัดโรคแบบองค์รวม ตามแนวทางที่จีได้แนะนำ ซึ่งจีคอยเป็นพี่เลี้ยงหรือเพื่อนร่วมทาง ดูแล สนับสนุน เพื่อให้เพื่อน ๆ มีความหวัง มีกำลังใจ และมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อพาตัวเองก้าวข้ามผ่านความเจ็บป่วยและปัญหาอุปสรรคในชีวิตที่ต้องเผชิญในช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตช่วงหนึ่งไปได้ บางคนไม่ได้ใช้ยารักษาก็หายป่วยได้ ทุกคนสามารถลดการใช้ยาลงได้ และหลายคนก็สามารถหยุดยาและหายได้แบบไม่เสียเวลาหรือเสียค่าใช้จ่ายรักษาเกินจำเป็น

หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมหรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ แนวทางการเยียวยาบำบัดโรคแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคแพนิกหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ สามารถแอดไลน์เพิ่มเพื่อนมาแชทพูดคุยกับจีได้ จียินดีให้ข้อมูลและแนะนำการเยียวยาบำบัดที่เหมาะสมกับคุณได้ หรือถ้าหากคุณต้องการเรียนรู้การเยียวยาบำบัดแบบองค์รวม สามารถมาเรียนรู้ เยียวยาและพัฒนาตัวเองไปด้วยกันได้ค่ะ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม : คอร์สเยียวยารักษาใจและพัฒนาคุณภาพชีวิต

All Photos by Pixabay.com

เพิ่มเพื่อน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here